z4m7ju8hyx1 1v72g8whd3v

CGM vs BGM ต่างกันอย่างไร? คำตอบที่อาจเปลี่ยนวิธีดูแลสุขภาพของคุณ

2 ตุลาคม 2568

หลายคนคงคุ้นเคยกับการเจาะเลือดปลายนิ้วเพื่อตรวจน้ำตาล หรือที่เรียกว่า BGM (Blood Glucose Monitoring) แต่รู้ไหมว่าวันนี้ยังมีอีกเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำกว่าอย่าง CGM (Continuous Glucose Monitoring) ที่กำลังเปลี่ยนชีวิตผู้ป่วยเบาหวานไปอย่างสิ้นเชิง

สำหรับผู้ที่ต้องดูแลระดับน้ำตาลในเลือด การตรวจติดตามเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งปัจจุบันมี 2 วิธีหลักที่ใช้กัน คือ BGM (Blood Glucose Monitoring) และ CGM (Continuous Glucose Monitoring) 

 

BGM (เครื่องเจาะปลายนิ้ว)

  • เป็นวิธีดั้งเดิมที่หลายคนคุ้นเคย ใช้ง่าย ราคาย่อมเยา แต่ต้องเจาะเลือดหลายครั้งต่อวัน ทำให้ไม่สะดวก และไม่สามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำตาลแบบต่อเนื่อง

 

CGM (เครื่องติดตามน้ำตาลต่อเนื่อง)

  • ใช้เซนเซอร์เล็ก ๆ ติดที่ผิวหนัง คอยตรวจระดับน้ำตาลตลอด 24 ชั่วโมง ผู้ใช้จึงเห็นข้อมูลแบบเรียลไทม์ รวมถึงแนวโน้มการขึ้น-ลงของน้ำตาล ซึ่งช่วยป้องกันภาวะน้ำตาลสูงหรือต่ำเกินไปได้ดีกว่า

 

 เปรียบเทียบ CGM vs SMBG

 

ประเด็นระบบตรวจติดตามระดับน้ำตาลอย่างต่อเนื่อง (CGM)การตรวจระดับน้ำตาลปลายนิ้ว (SMBG)
วิธีการทำงาน

วัดระดับกลูโคสอัตโนมัติทุก 1–5 นาที โดยใช้เซ็นเซอร์ที่ติดอยู่ด้านหลังบริเวณต้นแขน

 

CGMS2.png

วัดระดับน้ำตาลในเลือดโดยดึงเลือดจากปลายนิ้วแล้วนำไปวางบนแถบทดสอบ

 

SMBG2_th.png

ความถี่ในการตรวจติดตามตลอด 24 ชั่วโมง ได้ข้อมูลต่อเนื่องทั้งกลางวันและกลางคืนตรวจได้เมื่อผู้ป่วยเจาะเอง มักจะ 1–6 ครั้งต่อวันตามแพทย์แนะนำ
กราฟการอ่านค่ากลูโคส

แสดงการอ่านค่ากลูโคสอย่างต่อเนื่องและแนวโน้มกลูโคส

CGMS3_01_th.png

แสดงระดับน้ำตาลในเลือดเฉพาะในขณะที่ทำการทดสอบเท่านั้น

SMBG3_01_th.png

การใช้งานสะดวก ไม่ต้องเจาะบ่อย แต่ต้องเปลี่ยนเซนเซอร์ตามอายุการใช้งาน (เช่น ทุก 7–14 วัน)ค่าใช้จ่ายต่ำกว่า ใช้งานง่าย แต่ต้องเจาะบ่อยอาจทำให้เจ็บ
ความแม่นยำแม่นยำสูงขึ้นมากในรุ่นใหม่ แต่ค่าอาจหน่วง 5–10 นาทีจากเลือดจริง (เพราะวัดในน้ำระหว่างเซลล์)ค่าตรงจากเลือดจริง จึงถือว่าแม่นยำกว่าโดยตรง
การแจ้งเตือนมีระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติเมื่อระดับน้ำตาลสูงหรือต่ำไม่มี ต้องเจาะเองถึงรู้
ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง (ขึ้นกับยี่ห้อและรุ่น)ถูกกว่า ใช้เป็นหลักในหลายประเทศ
เหมาะสำหรับใครผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1, ผู้ที่ใช้ insulin หลายครั้ง/วัน, เด็ก, ผู้ที่มีภาวะน้ำตาลต่ำโดยไม่รู้ตัวผู้ป่วยเบาหวานทั่วไป, ผู้ที่ควบคุมอาหารและใช้ยารับประทาน

 

 

ทำไม CGM ถึงตอบโจทย์มากกว่า?

  • CGM ไม่เพียงแค่บอก "ตัวเลข" แต่ยังบอก “ทิศทาง” ของน้ำตาลในเลือด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมโรคเบาหวานอย่างใกล้ชิด ลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน และใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

 

มาทำความรู้จักกับ CareSens Air

 

CareSens-Air_with-iphone-14pro_EN_mmol.jpg

 

เมื่อพูดถึง CGM หนึ่งในอุปกรณ์ที่ได้รับความสนใจคือ CareSens Air ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อให้การติดตามระดับน้ำตาลเป็นเรื่องง่ายและเข้ากับการใช้ชีวิตประจำวัน

  • ขนาดเล็ก เบาสบาย ติดบนผิวหนังแล้วแทบไม่รู้สึก

  • แสดงค่าระดับน้ำตาลแบบเรียลไทม์ผ่านสมาร์ทโฟน

  • มีระบบแจ้งเตือนเมื่อน้ำตาลสูงหรือต่ำผิดปกติ

  • เห็นทั้งค่าปัจจุบันและแนวโน้มการเปลี่ยนแปลง ทำให้เข้าใจร่างกายได้ชัดเจนขึ้น

 

สรุปง่าย ๆ

  • BGM → ตรวจน้ำตาลด้วยการเจาะปลายนิ้ว เห็นค่าเฉพาะตอนตรวจ ต้องทำหลายครั้งต่อวัน และอาจพลาดช่วงที่น้ำตาลแกว่ง

  • CGM → ใช้เซนเซอร์ติดผิวหนัง ติดตามระดับน้ำตาลต่อเนื่องทั้งวัน เห็นทั้งค่าปัจจุบันและแนวโน้มขึ้น–ลง พร้อมแจ้งเตือนเมื่อผิดปกติ

  • CareSens Air → อุปกรณ์ CGM ขนาดเล็ก เชื่อมต่อสมาร์ทโฟน ดูข้อมูลเรียลไทม์ได้สะดวก ช่วยให้เข้าใจร่างกายและวางแผนสุขภาพได้ง่ายขึ้น

บอกเราว่าคุณชื่นชอบเนื้อหานี้
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง