Mounjaro vs Wegovy: ยาลดน้ำหนักตัวไหนได้ผลดีกว่า?
ทุกวันนี้ การลดน้ำหนักไม่ได้มีแค่เรื่อง “กินน้อย–ออกกำลังมาก” อีกต่อไป แต่ยังมียาที่เข้ามาช่วย และสองชื่อที่ถูกพูดถึงมากที่สุดก็คือ Mounjaro และ Wegovy
จุดเริ่มต้น: ทำไมถึงมีการเปรียบเทียบกัน
ทั้ง Mounjaro (tirzepatide) และ Wegovy (semaglutide) ถูกนำมาใช้ในคลินิกเฉพาะทางเพื่อช่วยจัดการน้ำหนัก ร่วมกับการปรับพฤติกรรมเรื่องอาหารและการออกกำลังกาย แต่ที่ผ่านมา ยังไม่เคยมีการเปรียบเทียบแบบชัด ๆ ว่า “ตัวไหนช่วยลดได้มากกว่า” จนกระทั่งมีงานวิจัยล่าสุดที่นำสองตัวยามาวัดกันโดยตรงในกลุ่มผู้ที่มีภาวะอ้วนแต่ไม่ได้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2
ผลลัพธ์ที่ต่างกันชัดเจน
ผลการศึกษาพบว่า ผู้ที่ใช้ Mounjaro ลดน้ำหนักได้เฉลี่ยเกือบ 20% ของน้ำหนักตัว ในขณะที่ Wegovy ลดได้ประมาณ 14%เท่านั้น นอกจากนี้ยังพบว่ารอบเอวของผู้ใช้ Mounjaro ลดลงมากกว่าประมาณ 5 เซนติเมตร ซึ่งถือเป็นความแตกต่างที่ชัดเจน
ทำไม Mounjaro ถึงแรงกว่า?
ทั้งสองยามีกลไกคล้ายกันตรงที่เลียนแบบฮอร์โมน GLP-1 ซึ่งปกติจะถูกหลั่งหลังอาหารและช่วยให้สมองรับรู้ว่า “อิ่มแล้ว” ทำให้กินได้น้อยลง แต่ Mounjaro มีจุดเด่นเพิ่มขึ้นเพราะสามารถเลียนแบบได้ถึงสองฮอร์โมน คือ GLP-1 และ GIP ส่งผลให้ช่วยกดความอยากอาหารได้มากกว่าหนึ่งทาง
เรื่องผลข้างเคียง
ไม่ว่าจะใช้ยาใด ผลข้างเคียงที่พบบ่อยคล้ายกัน ได้แก่ คลื่นไส้ ท้องผูก และท้องเสีย โดยในงานวิจัยนี้ ผู้ใช้ Mounjaro มีอัตราหยุดยาอยู่ที่ประมาณ 6% ส่วน Wegovy อยู่ที่ 8% ซึ่งถือว่าไม่ต่างกันมากนัก
ข้อจำกัดที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ
ถึงแม้งานวิจัยจะให้ข้อมูลน่าสนใจ แต่ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่บ้าง เช่น การศึกษานี้ไม่ใช่แบบ “blind” หมายความว่าผู้เข้าร่วมรู้ว่าตนเองได้รับยาอะไร ซึ่งอาจมีผลต่อผลลัพธ์การลดน้ำหนัก อีกทั้งกลุ่มผู้เข้าร่วมถูกคัดเลือกอย่างเฉพาะเจาะจง ต้องมีค่า BMI ตั้งแต่ 30 ขึ้นไป หรือ 27 ขึ้นไปหากมีโรคร่วม จึงไม่สามารถนำผลไปใช้กับทุกคนทั่วไปได้ และที่สำคัญ ตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่า Mounjaro จะช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดได้มากกว่า Wegovy แม้การลดน้ำหนักที่มากกว่าจะอาจช่วยในทางอ้อมได้ก็ตาม
สรุปแบบเข้าใจง่าย
สำหรับผู้ที่มีภาวะอ้วน ไม่มีโรคเบาหวาน และพร้อมจะปรับพฤติกรรมด้านอาหารและการออกกำลังกายอย่างจริงจัง Mounjaro อาจเป็นตัวเลือกที่ทำให้น้ำหนักลดได้มากกว่า Wegovy แต่สุดท้ายแล้ว การเลือกใช้ยาควรขึ้นอยู่กับสุขภาพของแต่ละคน ความสามารถในการรับผลข้างเคียง รวมถึงงบประมาณ และต้องตัดสินใจร่วมกับแพทย์อย่างรอบคอบ
ที่มา: British Heart Foundation