2jfkqia9txs kbqgoudfn1t

ปวดประจำเดือนส่งผลกับสมอง

อาการปวดประจำเดือนและความผิดปกติทางอารมณ์ที่ผู้หญิงจำนวนมากต้องเผชิญในแต่ละเดือน เป็นปรากฏการณ์ที่อธิบายได้ด้วยกลไกทางสรีรวิทยา โดยมี ฮอร์โมนเพศหญิง “เอสโตรเจน” เป็นตัวแปรสำคัญ

การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและผลกระทบต่อสมอง

หมอประชาเล่าว่าในช่วงก่อนและระหว่างมีประจำเดือน ระดับ เอสโตรเจนจะลดลงอย่างชัดเจน การเปลี่ยนแปลงนี้มีผลต่อทั้งเซลล์สมองและระบบหลอดเลือดในสมองโดยตรง เมื่อเอสโตรเจนลดลง จะส่งผลให้สารสื่อประสาทที่เกี่ยวข้องกับความสุข เช่น เซโรโทนิน (Serotonin) และ เอนดอร์ฟิน (Endorphin) ลดลงตามไปด้วย นี่คือสาเหตุที่ผู้หญิงมักมีอาการหงุดหงิด อารมณ์แปรปรวน หรือรู้สึกไม่สดใสในช่วง “วันนั้นแดงเดือน”

ในทางกลับกัน ช่วงที่มีการตกไข่ ระดับเอสโตรเจนจะสูงขึ้นมาก ทำให้ผนังมดลูกหนาขึ้นและร่างกายมีการเก็บเกลือ ส่งผลให้เกิดภาวะบวมน้ำ ผู้หญิงจึงมักรู้สึกแน่นท้องหรือไม่สบายตัวก่อนมีประจำเดือน

เอสโตรเจนกับอาการปวดศีรษะและไมเกรน

การลดลงของเอสโตรเจนในช่วงมีประจำเดือนยังสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของอาการปวดศีรษะและไมเกรน โดยมีงานวิจัยพบว่า ผู้หญิงมีโอกาสปวดไมเกรนเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าในช่วงมีประจำเดือน เอสโตรเจนยังมีผลต่อสารที่เรียกว่า CGRP (Calcitonin Gene-Related Peptide) ซึ่งเป็นโมเลกุลที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบและการขยายตัวของหลอดเลือดในสมอง เมื่อมีมากเกินไป จะกระตุ้นให้เกิดไมเกรนได้ง่ายขึ้น

 

Screenshot-2568-09-30-at-20.03.28.png

 

นอกจากนี้ เอสโตรเจนยังส่งผลต่อการทำงานของตับ โดยกระตุ้นให้สร้างสารที่ทำให้เลือดแข็งตัวมากขึ้น การใช้ยาคุมกำเนิดที่มีส่วนผสมของเอสโตรเจน จึงอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ ไม่ว่าจะเป็นที่สมอง ขา หรือปอด

 

วิธีการป้องกันและบรรเทาอาการ

แม้อาการเหล่านี้จะสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของร่างกาย แต่สามารถบรรเทาและป้องกันได้ด้วยแนวทางดังต่อไปนี้

  1. การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
    การนอนหลับที่เหมาะสมช่วยรักษาสมดุลของสารสื่อประสาท ทำให้ระดับเซโรโทนินและเอนดอร์ฟินไม่ลดลงมากเกินไป ส่งผลให้อารมณ์คงที่และลดอาการปวดศีรษะ

  2. การลดความเครียด
    การทำกิจกรรมที่ช่วยให้ผ่อนคลาย เช่น การนั่งสมาธิ การร้องเพลง หรือการทำงานอดิเรกที่ชื่นชอบ จะช่วยลดความตึงเครียดทางอารมณ์และจิตใจ

  3. การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
    การออกกำลังกายช่วยปรับสมดุลร่างกาย กระตุ้นการหลั่งเอนดอร์ฟิน และช่วยกำจัดของเสียที่อาจสะสมในสมอง

  4. การรับประทานอาหารที่เหมาะสม
    โดยเฉพาะอาหารที่อุดมไปด้วย แมกนีเซียม เช่น ถั่วหลากชนิดและเมล็ดทานตะวัน เนื่องจากแมกนีเซียมมีส่วนช่วยลดความรุนแรงของอาการปวดไมเกรน

อาการปวดประจำเดือนและอาการร่วมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์แปรปรวน ภาวะบวมน้ำ หรืออาการปวดศีรษะรุนแรง ล้วนเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน การทำความเข้าใจกลไกเหล่านี้ช่วยให้ผู้หญิงสามารถดูแลตนเองได้อย่างถูกวิธี ทั้งการพักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด ออกกำลังกาย และเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์

ท้ายที่สุด การใส่ใจสุขภาพในช่วงก่อนและระหว่างประจำเดือนอย่างเหมาะสม จะช่วยให้ผู้หญิงสามารถผ่านช่วงเวลานี้ไปได้อย่างสมดุลทั้งร่างกายและจิตใจ 

บอกเราว่าคุณชื่นชอบเนื้อหานี้
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง